วันศุกร์ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2552

Steve Jobs, you the man.





สตีฟ จ็อบส์ CEO ของ Apple Computer

พอดีได้อ่านหนังสือที่หยิบยก เกี่ยวกับพี่จ็อบส์ของเรา เลยเอาขอคัดลอกมาลงใน Blog นี้ซักหน่อย

"สตีฟ จ็อบส์" แต่ก่อนที่เขาจะมายืนอยู่ตรงจุดนี้ ชีวิตของเขาไม่ได้ราบเรียบ แต่ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นก็คือ ชีวิตเขาไม่ได้มี "แต้มต่อ" เลยสักนิด เนื่องในโอกาสที่เขาได้รับเชิญให้ไปกล่าวสุนทรพจน์ในพิธีรับปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด เมื่อมิถุนายน 2548 ซึ่งเป็นคำสุนทรพจน์ที่น่าประทับใจและจับใจมาก เป็นสุนทรพจน์ที่จะช่วยสร้างกำลังใจให้กับคนที่ดีที่สุดบทหนึ่ง จนนิตยสาร ฟอร์บ ได้นำมาตีพิมพ์ พี่จ็อบของเราได้เล่าเหตุการณ์ในชีวิตเค้า 3 เรื่องด้วยกัน

เรื่องแรกคือ ชีวิตที่เกิดมา แกบอกว่า เขาเกิดจากแม่ที่เป็นนักศึกษาที่ท้องโดยไม่ได้แต่งงาน และตัดสินใจยกลูกให้คนอื่น โดยมีเงื่อนไขว่า คนที่รับไปจะต้องจบปริญญา แต่โชคไม่เข้าข้าง พ่อแม่บุญธรรมที่รับไปเลี้ยงกลับเป็นคนชั้นผู้ใช้แรงงาน ซึ่งสัญญาว่าจะให้สตีฟได้เรียนจนจบบริญญาตามความตั้งใจของแม่ที่แท้จริง

17 ปีผ่านไป สตีฟก็ได้เข้ามหาวิทยาลัยจริง แต่อยู่ได้เพียง 6 เดือน เงินที่พ่อแม่บุญธรรมสะสมไว้ก็หมด ทำให้เขาต้องพักการเรียน และใช้ชีวิตเตร็ดเตร่เข้าเรียนแบบไม่นับหน่วยกิตในวิชาที่ตนเองชอบอยู่อีก 18 เดือน ก่อนที่จะออกจากมหาวิทยาลัยจริงๆ ชีวิตในช่วงที่เรียนและเตร็ดเตร่ในมหาวิทยาลัยของเขาเป็นช่วงที่ชีวิตยากลำบาก เขาต้องไปอาศัยอยู่กับเพื่อน เก็บกระป๋องโค้กไปขายเพื่อหาเงิน และต้องเดินทางฝ่าอากาศที่หนาวเหน็บถึง 11.2 กิโลในวันอาทิตย์ เพื่อที่จะได้รับประทานอาหารดีๆ ที่โบสถ์พราหมณ์จัดเลี้ยง

ในตอนนั้น เขาไม่รู้ว่าสิ่งที่เขาประสบและเรียนจะเอาไปใช้อะไรได้ แต่เมื่อมองย้อนกลับไป มันก็ให้อะไรกับเขามากมาย เช่น วิชาการออกแบบตัวอักษรที่เขาเลือกเรียน ซึ่งต่อมาเมื่อเขาออกแบบคอมพิวเตอร์รุ่มแมคอินทอช เขาก็ได้นำความรู้นั้นมาใช้ สตีฟแกสรุปว่า "ในชีวิตคนเรานั้น เหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นก็เหมือนจุดจุดหนึ่งที่เราต่อมันไปเรื่อยๆ เราไม่รู้ว่าจุดข้างหน้าจะเป็นอะไร เรารู้ว่ามันเป็นอะไรก็ต่อเมื่อเรามองย้อนหลัง เราต้องเชื่อมั่นหรือศรัทธาในอะไรสักอย่าง ความกล้าหาญ สัญชาตญาณ ชะตาชีวิต หรือกรรม สิ่นนี้ทำให้เขาประสบความสำเร็จในชีวิตอย่างที่เป็นอยู่

เรื่องที่สอง เกี่ยวกับความรักและการสูญเสีย สตีฟแกบอกว่า เขาโชคดีที่พบกับสิ่งที่รักจะทำตั้งแต่หนุ่ม เขาก่อตั้ง Apple ในโรงรถของพ่อแม่ตอนอายุ 20 ปี ภายใน 10 ปี Apple ก็กลายเป็ฯบริษัทยักษ์ใหญ่ แต่แล้วเขาก็ถูกไล่ออกจากบริษัทที่เขาเป็นคนก่อตั้ง โดยคนที่เขารับเข้ามาทำงานเอง ในตอนนั้นเขารู้สึกว่าเขาไม่เหลืออะไรเลย เขาคิดจะออกจากธุรกิจ IT แต่สุดท้ายเขาก็คิดว่าเขายังรักในสิ่งที่เขาทำ และได้กลับมาเริ่มต้นใหม่อีกครั้งอย่างคนที่ดูเหมือนไม่มีต้นทุนอะไรที่จะต้องสูญเสียอีก

ในช่วง 5 ปีต่อมา เขาได้สร้างบริษัทใหม่ 2 บริษัทคือ Next และ Pixar และเมื่อ Next ได้มารวมกับ Apple สตีฟจึงได้กลับมาคุม Apple อีกครั้งหนึ่งอย่างไม่น่าเชื่อ สตีฟสรุปว่า สิ่งที่ทำให้เขาประสบความสำเร็จถึงวันนี้ได้นั้น มาจากการที่เขารักในสิ่งที่เขาทำ และเชื่อว่างานที่เขาทำเป็นงานที่ยิ่งใหญ่มีความหมาย ส่วนการที่เขาถูกไล่ออกจาก Apple นั้น กลับกลายเป็นสิ่งที่ดีที่เกิดขึ้น เขาบอกว่าบางทีชีวิตก็เล่นกับเราแรง แต่ขอให้เราอย่าเสียความเชื่อมั่นศรัทธา

เรื่องสุดท้ายคือ เรื่องเกี่ยวกับความตาย สตีฟบอกว่า เมื่อตอนอายุ 17 ปี เขาประทับใจกับคำพูดของคนคนหนึ่งที่บอกว่า "ถ้าคุณใช้ชีวิตในแต่ละวันเหมือนเป็นวันสุดท้ายในชีวิตของคุณ สักวันคุณจะดีขึ้นอย่างแน่นอน" ตลอดเวลาที่ผ่านมา เขาจะถามตัวเองทุกเช้าว่า ถ้าวันนี้เป็นวันสุดท้ายเขาอยากจะทำอะไรบ้าง และถ้าคำตอบคือ เขาไม่รุ้จะทำอะไรติดต่อกันหลายๆ วัน เขาก็รู้ว่าจะต้องเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่างแล้ว การทำแบบนี้จะทำให้เขานึกถึงแต่สิ่งที่เป็นแก่นในชีวิตจริงๆ เท่านั้น เพราะเกือบจะทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นความคาดหวังจากคนภายนอก ความภูมิใจ การกลัว การเสียหน้า หรือความล้มเหลว ล้วนแต่ไม่เป็นสาระทั้งสิ้นเมื่อเราต้องเผชิญกับความตาย

ตอนท้าย สตีฟเล่าว่า เขาเคยถูกตรวจพบว่าเป็นมะเร็งที่ตับอ่อนและแพทย์ลงความเห็นว่าต้องตายภายใน 3-6 เดือน แต่แล้วเมื่อการผ่าตัดเนื้อร้าย กลับพบว่ามันเป็นมะเร็งที่สามารถรักษาได้และเขาก็รอดมาได้ เขาไม่อยากตาย และเชื่อว่าไม่มีใครอยากตายแม้ว่าจะได้ไปสวรรค์ แต่เขาคิดว่าความตายเป็นสิ่งที่ดีที่สุดของชีวิต เพราะมันช่วยกำจัดคนเก่าเพื่อเปิดทางให้คนใหม่ ซึ่งตอนนี้ก็คือ นักศึกษาทั้งหลายทีี่จะค่อยๆ แก่ไปในที่สุด เพราะฉะนั้นชีวิตของคนมีเวลาจำกัด จงอย่าเสียเวลาใช้ชีวิตอยู่บนชีวิตของคนอื่น อย่าให้คนอื่นมากดความต้องการที่แท้จริงภายในของเรา จงมีความกล้าหาญที่จะก้าวเดินตามสิ่งที่หัวใจเรียกร้อง

บทจบของสุนทรพจน์ สตีฟยกคำบรรยายภาพของนิตยสาร The Whole Earth Catalog ฉบับสุดท้ายที่เขาเคยอ่านในช่วงกลางทศวรรษที่ 70 ซึ่งเขามีอายุเท่าๆ นักศึกษาตอนนี้ คำคำนั้นอยู่ใต้ภาพถนนในชนบทยามเช้า เขียนว่า "Stay Hungry, Stay Foolish - จงหิวโหย จงโง่เขลา"

24 Season 8 Survive Official Trailer

2 NT, 4-HR SEASON PREMIERE
BEGINS SUN 9/8c JAN 17

วันอาทิตย์ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2552

Kanchanaburi 2007-11-10

ย้อนอดีต เที่ยวกาญ แบบเช้าไปเย็นกลับ สมัยที่ยังไม่มีสัตว์นรกปาหิน 2007-11-10

ขับรถเข้าตัวเมืองกาญฯ กัน เป็นครั้งแรกที่มาก ไม่ได้ทำการบ้านที่กินที่เที่ยวมาด้วย เลยไปเที่ยวแต่ที่ขึ้นชื่อ

เริ่มกันที่ สุสานทหารสัมพันธมิตรดอนรัก








ต่อกันที่สะพานข้ามแม่น้ำแคว





ก่อนกลับบ้าน แวะตลาดดอนหวายซักหน่อย ที่ขาดไม่ได้ที่ต้องซื้อติดมือกลับบ้านด้วย นี่เลย เป็ดนายหนับ ขายจนรวม บ้านหลังโตมากกกก ส่งลูกเรียนเมืองนอกกันเลยทีเดียว อาชีพค้าขายนี้ถ้าจับจุดได้ แล้วขายดี กำไร 100% เลยนะ







วันอังคารที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2552

Trang Zone ห้วยยอด ทับเที่ยง กันตัง

รีวิวนี้อุทิศแด่เพื่อนผู้จากไปอย่างไม่มีวันกลับ แต่จะอยู่ในความทรงจำของเพื่อนๆ ทุกคน

สืบเนื่องจากต้องเดินทางไปงานศพเพื่อนที่อำเภอห้วยยอด จังหวัดตรัง เราออกเดินทางกันตั้งแต่วันที่ 14 สิงหา ออกกันตั้งแต่เช้ามืดเลย ตั้งแต่ตี 5 กว่าๆ แถมวันนี้ฝนตกในกรุงเทพหนักด้วย ที่ต้องออกเร็ว เพราะว่าต้องการไปถึงห้วยยอดก่อนค่ำ และเลี่ยงถูกพวกสัตว์นรกปาหิน การเดินทางใช้เวลาโดยประมาณ 12 ชั่วโมงจากกรุงเทพ ถึงห้วยยอด

ออกเดินทางมาได้พักหนึ่ง เราก็แวะที่วัดวังมะนาว ทางที่จะเข้าเพชรบุรี และเป็นพื้นที่ของจังหวัดราชบุรี เพื่อพักทานข้าวที่เตรียมมา วัดที่เคยแวะมาครั้งหนึ่งแล้ว เป็นวัดที่เงียบสงบดี มีโบสถ์สวยงาม



หลังจากกินกันอิ่มแล้ว ก็ออกเดินทางต่อ มีแวะพักรถ พักคนเป็นระยะๆ ช่วงประจวบกับชุมพร แถวนี้ปั้มน้ำมันแข่งขันกันสูงดี ปั้มทองคำบ้าง ส้อมอันดับหนึ่งบ้าง แต่ละปั้มก็หาเอกลักษณ์ของตัวเองดีนะ ว่างๆ รีวิวปั้มพวกนี้ตามทางน่าจะดี 555

ขับสนถึงอำเภอบางสะพาน ดูเวลามีเหลือพอสมควร เพราะขับมาเร็วมาก เลยแวะไหว้พระกัน พระพุทธกิติสิริชัย





ออกจากบางสะพาน ก็มุ่งหน้าไปห้วยยอด เรื่อยๆ เหนื่อยก็พัก สนถึงห้วยยอด ประมาณ 17.20 น. แวะหาของกิน พักผ่อน

รุ่งเช้าวันที่ 15 เราใช้เวลาที่มี ไปเที่ยวที่ทับเที่ยง และกันตังกัน เราเลือกที่จะไปพิพิธภัณฑ์พระยารัษฏาประดิษฐ์มหิศรภักดี ผู้มีพระคุณที่ทำให้คนหลายๆ ครอบครัวในภาคใต้มีอาชีพมีความอยู่ดีกินดี เพราะท่านเป็นคนนำต้นยางพาราเข้ามาปลูกในเมืองไทย ทำให้ลูกหลานอย่างพวกเรามีกินมีใช้ สุขสบายกัน สำนึกในบุญคุณของท่านเป็นอย่างยิ่ง





เสร็จจากเที่ยวพิพิธภัณฑ์ เราไปต่ออีกสองสามที่ นับว่าครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ได้มาเที่ยวถึงกันตัง จะเที่ยงแล้ว ลูกทัวร์หิวกันแล้ว ไปรู้จักร้านไหนเลย หาจาก GPS แล้วเราเลือกกันมาร้านหนึ่งคือร้าน ริมน้ำ









ยำสามกรอบ เม็ดกาหยี่ (ท้ายครก, เล็ดหลอ, กาหยู่, เม็ดมะม่วงหิมพานต์) ใหญ่ กรอบได้ใจจริงๆ รสชาดก็ OK นะ

ต่อไปเป็นกุ้งมะขาม รสชาดยังไม่ผ่าน สู้ที่กระบี่กับที่แม่ผมทำไม่ได้ แต่กุ้งเนื้อแน่น และตัวใหญ่ดี ราคาก็สมน้ำสมเนื้อ






ปลาเต๋าเต้ยหม้อไฟ ขอขึ้นชื่อของที่นี้ ไม่เคยกินปลาเต๋าเต้ยเหมือนกัน แต่เคยเห็นรีวิวของคุณ Calamity ที่ร้านแดง แม่กลอง รู้แต่ว่ามันแพงเหมือนกัน หม้อนี้เกือบพัน แต่ก็ไม่ผิดหวังครับ เนื้อปลาอร่อย





ไข่เจียวหอยนางรม



ปลาเต๋าเต้ย ราดน้ำจิ้มเต๋าเจี๊ยว อร่อยไปอีกแบบ

ได้เวลากลับกันแล้ว เพราะเราต้องเข้าไปที่สวน และต้องเตรียมตัวไปงานศพอีก

ทางเข้าสวนวันนี้ ทรมานใจคนรักรถเหลือเกิน เพราะฝนตกมาพักใหญ่แล้ว ทำให้ทางทั้งแฉะและลื่น







ช่วงนี้ที่สวน ผลไม้ออกเต็มมาก ทั้งกิน ทั้งแจก ทั้งขายกันไม่ทัน ไปถึงที่บ้าน อากำลังเอาทุเรียนที่มีเหลือเฟือมาทำทุเรียนกวน เห็นแล้วแทบอดใจไม่ไหว











ลูกยางพันธ์ต่างๆ สมัยเด็กเคยเอามาทำใบพัดแบบใบพัดของโดราเอมอน สนุกไปตามวัยดี




กำลังเคร่งเครียดกันเลย หาฤกษ์แต่งอยู่ :)









เหมาเรียนกวน กะทะนี้กลับกรุงเทพหมดเลยนะครับ

ได้เวลาต้องไปเตรียมตัวไปงานศพแล้ว

+กลับมาใต้ทีไร ไม่อยากกลับกรุงเทพฯ เลย ชีวิตที่นี้มันชั่งเป็นชีวิตที่สุขสบาย ไม่ต้องรีบเร่งอะไร มีญาติพี่น้องพร้อมหน้า ไปไหนก็ได้ อีกพักหนึ่งคงได้กลับมาอยู่ถาวร ตอนนี้ต้องทำงาน เก็บเงินไปก่อน+

+Bangkok not my home+